จาก Pixel สู่พืชผล: การใช้ AI วิเคราะห์ Satellite Image
การใช้ Satellite image เพื่อจำแนกพืช (Vegetation Classification) ทำได้ด้วยการวิเคราะห์ “Spectrum Signature” ของพืชแต่ละชนิดจากข้อมูลหลายช่วงคลื่น (Multispectral / Hyperspectral)
1) หลักการสำคัญ - Spectral Signature
พืชแต่ละชนิดสะท้อนและดูดกลืนแสงไม่เท่ากันในแต่ละช่วงคลื่น เช่น
- แสงสีแดง (Red) → คลอโรฟิลล์ดูดกลืนสูง
- ใกล้อินฟราเรด (NIR) → พืชสะท้อนสูงมาก (โครงสร้างใบ)
- Shortwave Infrared (SWIR) → บอกความชื้นในใบ
ดังนั้นพืชแต่ละชนิดจึงมี “Signature” ต่างกัน
ตัวอย่างดาวเทียมที่นิยมใช้
- Landsat 8
- Sentinel-2
- WorldView-3
2) การใช้ดัชนีพืชพรรณ (Vegetation Indices)
NDVI (Normalized Difference Vegetation Index)
สูตร
NDVI = (NIR - Red) / (NIR + Red)
- ค่าใกล้ 1 → พืชสมบูรณ์
- ค่าใกล้ 0 → ดิน / พื้นที่โล่ง
- ค่าติดลบ → น้ำ
นอกจาก NDVI ยังมี
- EVI: Enhanced Vegetation Index (เหมาะกับพื้นที่ป่าหนาแน่น)
- NDWI: Normalized Difference Wet Index (ดูความชื้น)
3) วิธีการจำแนก (Classification Methods)
A) Pixel-based Classification
จำแนกทีละ pixel
- Supervised (เช่น Random Forest, SVM)
- Unsupervised (เช่น K-means)
B) Object-based Classification (OBIA)
รวม pixel เป็นกลุ่มก่อน แล้วค่อยจำแนกเหมาะกับภาพความละเอียดสูง
4) ใช้ AI / Machine Learning
ปัจจุบันนิยมใช้
- Random Forest
- Support Vector Machine
- Deep Learning (CNN)
ถ้าเป็นงานระดับประเทศ เช่น วิเคราะห์พื้นที่เกษตร อาจใช้ข้อมูลจาก European Space Agency ร่วมกับโมเดล AI บน Google Earth Engine หรือ หน่วยงานในประเทศที่ทำเรื่องนี้ www.gistda.or.th
5) การแยกชนิดพืชทำได้แค่ไหน?
ขึ้นกับ
- ความละเอียดเชิงพื้นที่ (Spatial resolution)
- ความละเอียดเชิงสเปกตรัม (จำนวน band)
- ช่วงเวลาเก็บภาพ (Time-series มีความสำคัญมาก เช่น ข้าวกับอ้อยจะมี phenology ต่างกัน)
ตัวอย่าง
- แยก “ป่า” vs “เกษตร” -> ง่าย
- แยก “ข้าว” vs “อ้อย” -> ต้องใช้ time-series
- แยก “พันธุ์ข้าว” -> ต้องใช้ hyperspectral